O-NET

O-NET คืออะไร ทำไมถึงต้องสอบ?

O-NET

O-NET นั้นหากให้อธิบายคร่าวๆ ก็คงสามารถบอกได้ว่ามันก็คือ การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน  เป็นการทดสอบเพื่อวัดความรู้และความคิดของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ประเมินตามมาตรฐานการเรียนรู้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551

โดยวัตถุประสงค์ที่ต้องมีการจัดสอบ O-NET นั้นเนื่องมาจากเหตุผล ดังต่อไปนี้

  • เพื่อทดสอบความรู้และความคิดของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
  • เพื่อนำผลการทดสอบไปใช้เป็นองค์ประกอบหนึ่งในการจบการศึกษา  ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
  • เพื่อนำผลการทดสอบไปใช้ในการปรับปรุงคุณภาพการเรียนการสอนของโรงเรียน
  • เพื่อนำผลการทดสอบไปใช้ในการประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียนระดับชาติ
  • เพื่อนำผลการทดสอบไปใช้ในวัตถุประสงค์อื่น

นอกจากนี้คะแนน O-NET ก็จะส่งผลต่อนักเรียนตามแต่ละช่วงชั้นปีที่เรียนตั้งแต่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ไปจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งก็ล้วนแล้วแต่มีวัตถุประสงค์ในการสอบที่แตกต่างกัน

สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 วัตถุประสงค์ของการสอบ O-NET ก็คือ

  • สอบได้ครั้งเดียว คะแนนติดตัวตลอดชีวิต
  • บางโรงเรียนใช้คะแนน O-NET ในการสมัครเข้าเรียนระดับชั้น ม. 1 (แตกต่างกันไปตามสัดส่วนที่แต่ละโรงเรียนกำหนด)
  • ทดสอบความรู้ นักเรียนชั้น ป. 6
  • ผลการสอบใช้ปรับปรุงคุณภาพการจัดการเรียนรู้ของโรงเรียนและประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียนระดับชาติ
  • 5. ประเมินคุณภาพโรงเรียน

สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 วัตถุประสงค์ของการสอบ O-NET ก็คือ

  • สอบได้ครั้งเดียวคะแนนติดตัวตลอดชีวิต
  • บางโรงเรียนใช้คะแนน O-NET ในการสมัครเข้าเรียนต่อระดับชั้น ม. 4
  • ทดสอบความพร้อมของตัวเองในระดับประเทศ เพื่อให้นักเรียนมีเวลาวางแผนพัฒนาตัวเองในระดับ ม.ปลาย
  • สร้างชื่อเสียงความภาคภูมิใจให้กับโรงเรียนและตนเอง
  • ประเมินคุณภาพโรงเรียน

สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 วัตถุประสงค์ของการสอบ O-NET ก็คือ

  • สอบได้ครั้งเดียวคะแนนติดตัวตลอดชีวิต
  • นักเรียนที่ต้องการเข้าเรียนกลุ่ม กสพท. คะแนนรวมทุกวิชาต้องไม่ต่ำกว่า 60%
  • TCAS บางคณะ บางมหาวิทยาลัยจะกำหนดคะแนนขั้นต่ำ O-NET ด้วย
  • TCAS รอบที่ 4 แอดมิชชั่นใช้สัดส่วนคะแนน O-NET 30% มีค่าเท่ากับ 9,000 คะแนน
  • ประเมินคุณภาพโรงเรียน

โดยนักเรียนในแต่ละชั้นเรียนก็จะมีวิชาแกนหลักที่จำเป็นต้องใช้นำไปสอบ O-NET ที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับการพิจารณาของงกระทรวงศึกษาธิการ

สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีวิชาที่ต้องสอบดังต่อไปนี้

  1. ภาษาไทย
  2. ภาษาอังกฤษ
  3. คณิตศาสตร์
  4. วิทยาศาสตร์

สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีวิชาที่ต้องสอบดังต่อไปนี้

  1. ภาษาไทย
  2. ภาษาอังกฤษ
  3. คณิตศาสตร์
  4. วิทยาศาสตร์

สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีวิชาที่ต้องสอบดังต่อไปนี้

  1. ภาษาไทย
  2. ภาษาอังกฤษ
  3. คณิตศาสตร์
  4. วิทยาศาสตร์
  5. สังคมศึกษา

Related Post

เทคโนโลยีที่กำลังจะเข้ามามีบทบาทกับการเรียนในยุคปัจจุบันเทคโนโลยีที่กำลังจะเข้ามามีบทบาทกับการเรียนในยุคปัจจุบัน

บทบาทของเทคโนโลยีกับการศึกษาในยุคปัจจุบัน

ในยุคปัจจุบันเทคโนโลยีกำลังค่อยๆ เติบโตและก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังพัฒนาและก้าวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คนมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย โดยหนึ่งในนั้นก็เป็นเรื่องของการศึกษาและการเล่าเรียนของเด็กในยุคสมัยนี้ที่มีเรื่องของเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องมากเช่นกัน โดยในปัจจุบันก็จะมีเรื่องของการนำเทคโนโลยีเข้ามามากยิ่งขึ้นเพื่อให้การศึกษาของผู้เรียนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น Augmented Reality (AR) เป็นการทำให้ภาพสิ่งของหรือวัตถุลอยออกมาผ่านทางจอภาพหรือแว่นตา เพื่อให้ผู้เรียนได้เห็นภาพสิ่งต่างๆ ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นเหมือนกับว่าได้เดินทางหรือสัมผัสสิ่งนั้นด้วยตนเอง โดยสิ่งของที่เป็น AR มักจะเป็นสิ่งของประเภทโมเดล 3 มิติ ข้อมูลหรือภาพทางประวัติศาสตร์ ไปจนถึงข้อความเสียงต่างๆ ซึ่งการเรียนโดยการใช้ AR ก็จะช่วยให้ผู้เรียนได้เข้าถึงข้อมูลรวมถึงภาพต่างๆ ได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้นโดยที่ผู้เรียนไม่จำเป็นต้องออกจากห้องเรียนเพียงแค่มีอุปกรณ์ AR ก็สามารถเข้าถึงได้ Virtual reality (VR) เป็นการใช้แว่นตาเพื่อเข้าไปสู่โลกเสมือนจริงอีกโลกหนึ่ง โดยในโลกที่ฉายออกมาทางแว่นตาก็จะเป็นอีกโลกหนึ่งที่คุณสามารถค้นหาข้อมูลผ่านทางอินเทอร์เน็ตหรือเข้าห้องเรียนได้โดยที่ตัวผู้เรียนยังอยู่ที่บ้าน

Education

4 แบบแนวทางการอ่านหนังสือให้ได้ผลสูงสุด4 แบบแนวทางการอ่านหนังสือให้ได้ผลสูงสุด

การอ่านหนังสือให้ได้ผลสูงสุด

การอ่านหนังสือสำหรับเหล่านักเรียนและนักศึกษาในบางครั้งก็นำพาความยุ่งยากมาให้ ยิ่งตัวเราไม่มีเทคนิคในการอ่านก็จะทำให้ความเร็วในการอ่านลดน้อยลง แถมยังอาจจะทำให้สิ่งที่อ่านไปไม่เข้าหัวอีกด้วย ดังนั้นในวันนี้เราจึงมาพร้อมกับ 4 เทคนิคแนวทางการอ่านหนังสือที่ถ้าทำได้สอบผ่านแน่นอน! จะมีอะไรบ้างไปดูกันเลย… จดเป็น Mind map สรุปในหน้าเดียว คงจะดีไม่น้อยถ้าหากว่าเราสามารถย่อเนื้อหาจากบทละหลายๆ หน้าให้เหลือแค่หน้าเดียวได้ ในวันนี้เราก็มีวิธีการการจดเลคเชอร์ที่ได้ผลดีด้วยการจดแบบเป็น Mind Map ซึ่งการจดแบบ Mind Map เองก็แบ่งออกได้เป็นอีกหลากหลายรูปแบบตามแต่ที่เราถนัด ทั้งนี้การจดเลคเชอร์แบบ Mind Map มีจุดเด่นสำคัญอยู่ตรงที่สามารถสรุปเนื้อหาใน 1 บทให้อยู่ในหน้าเดียวได้หรืออาจจะสรุปเนื้อหาที่เรียนทั้งเทอมลงไปบนกระดาษแผ่นเดียวได้ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความถนัดและความชอบของแต่ละคนว่าชอบสรุปแบบไหนเพราะแนวทางการเขียน Mind Map เองก็มีอยู่หลากหลายรูปแบบ

Education